ในบรรดาเรื่องราวสุดอื้อฉาวของโครงการลับ Project MKUltra ในยุคสงครามเย็น ไม่มีคดีใดที่สร้างความสั่นสะเทือนและทิ้งปริศนาไว้ลึกซึ้งเท่ากับกรณีการเสียชีวิตของ ดร. แฟรงก์ โอลสัน (Dr. Frank Olson) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสด้านอาวุธชีวภาพของกองทัพสหรัฐฯ ผู้พลัดตกจากหน้าต่างห้องพักชั้น 10 ของโรงแรมในมหานครนิวยอร์กเมื่อปี ค.ศ. 1953 ซึ่งเบื้องหลังการตายที่ถูกจัดฉากให้เป็น “การฆ่าตัวตายเพราะอาการซึมเศร้า” นั้น กลับซ่อนเงามืดของการทดลองสารหลอนประสาทและการปิดปากทางข่าวกรองระดับชาติไว้นานกว่าสองทศวรรษ
ตัวตนของ ดร. แฟรงก์ โอลสัน และความลับแห่งค่ายดีทริก
ดร. แฟรงก์ โอลสัน ไม่ใช่คนนอก แต่คือหนึ่งในบุคลากรชั้นนำของหน่วยงาน Special Operations Division (SOD) ประจำฐานทัพค่ายดีทริก (Fort Detrick) รัฐแมริแลนด์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาอาวุธชีวภาพของกองทัพสหรัฐฯ
- ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุภาคละอองลอย (Aerosol Science)
งานหลักของเขาเกี่ยวข้องกับการทดลองแพร่กระจายเชื้อโรคและสารพิษทางอากาศ เช่น สปอร์ของแอนแทรกซ์ (Anthrax) และสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท - จุดเชื่อมต่อกับ CIA
หน่วยงานของเขาทำงานประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยปฏิบัติการทางเทคนิคของ CIA ภายใต้การนำของ ดร. ซิดนีย์ กอตต์ลีบ (Sidney Gottlieb) เพื่อพัฒนาสารเคมีสำหรับใช้ในการลอบสังหารและการสืบสวนเค้นความลับ - ความขัดแย้งในมโนธรรม
ก่อนเกิดเหตุ มีรายงานว่าโอลสันเริ่มแสดงความไม่สบายใจอย่างรุนแรงเกี่ยวกับความชอบธรรมทางศีลธรรมในการใช้อาวุธชีวภาพ หลังเดินทางไปดูงานการทดลองลับในยุโรป และตั้งคำถามว่าตนเองควรลาออกจากโครงการหรือไม่
https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g
งานเลี้ยงมรณะและการลอบวางยา LSD ที่ดีพครีกเลก
ในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1953 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CIA และนักวิทยาศาสตร์จากค่ายดีทริกได้จัดประชุมลับร่วมกัน ณ บ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบดีพครีกเลก (Deep Creek Lake) รัฐแมริแลนด์
แก้วเหล้าผสมสารหลอนประสาท
ในระหว่างมื้อค่ำ ซิดนีย์ กอตต์ลีบ ได้แอบหยดสาร LSD ลงในขวดเหล้าลิเคียวร์รสส้ม (Cointreau) แล้วรินเสิร์ฟให้แก่เหล่านักวิทยาศาสตร์โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้า โอลสันดื่มเหล้าแก้วนั้นเข้าไปเต็ม ๆ และหลังจากนั้นไม่กี่สิบนาที โลกของเขาก็หมุนคว้างด้วยฤทธิ์ยาหลอนประสาทอย่างรุนแรง เมื่อกอตต์ลีบเฉลยความจริงว่าเป็นการทดลองเพื่อดูพฤติกรรม โอลสันมีอาการตื่นตระหนกและหวาดระแวงอย่างหนัก (Bad Trip) จนสติสัมปชัญญะแตกสลาย
คืนเกิดเหตุ ณ โรงแรมสเตตเลอร์ กลางกรุงนิวยอร์ก
หลังจากอาการทางจิตของโอลสันไม่ดีขึ้นและเขายังคงพูดจาวกวน ซ้ำยังยืนยันหนักแน่นว่าจะลาออก เจ้าหน้าที่ CIA จึงพาเขาเดินทางไปยังนครนิวยอร์กเพื่อพาไปพบกับจิตแพทย์ที่ทำงานลับ ๆ ให้กับหน่วยงาน โดยเปิดห้องพักหมายเลข 1018A ที่โรงแรมสเตตเลอร์ (Hotel Statler) เพื่อพักผ่อน
| ลำดับเหตุการณ์ | คำให้การอย่างเป็นทางการของ CIA (ปี 1953) | ข้อพิรุธที่ขัดต่อหลักกายภาพ |
|---|---|---|
| เวลาเกิดเหตุ | ประมาณตี 2 ของวันที่ 28 พฤศจิกายน 1953 | เป็นเวลาดึกสงัด มีพยานร่วมห้องเพียงคนเดียวคือเจ้าหน้าที่ CIA โรเบิร์ต แลชบรูก (Robert Lashbrook) |
| ลักษณะการตกตึก | อ้างว่าโอลสันตื่นขึ้นมากลางดึกแล้ววิ่งพุ่งชนหน้าต่างทะลุผ้าม่านและมู่ลี่ตกลงไปชั้นล่างเพื่อฆ่าตัวตาย | กระจกหน้าต่างมีความหนา การพุ่งชนทะลุทั้งม่านไม้และกระจกโดยไม่มีแรงส่งเพียงพอเป็นไปได้ยากมากในทางฟิสิกส์ |
| ปฏิกิริยาหลังเกิดเหตุ | เจ้าหน้าที่ร่วมห้องแจ้งว่ากำลังนอนหลับอยู่และตื่นขึ้นมาไม่ทันคว้าตัว | พนักงานสลับสายโทรศัพท์ของโรงแรมได้ยินเสียงคุยทางโทรศัพท์จากห้องพักว่า “เขาไปแล้ว” และอีกฝั่งตอบกลับว่า “ดีแล้ว จัดการเรื่องที่เหลือซะ” |
การปกปิด 22 ปี และคำขอโทษจากทำเนียบขาว
เป็นเวลานานกว่า 22 ปี ครอบครัวโอลสันได้รับแจ้งเพียงว่า ดร. แฟรงก์ มีอาการทางจิตกำเริบและกระโดดตึกฆ่าตัวตาย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1975 เมื่อ คณะกรรมาธิการร็อกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Commission) เปิดโปงความลับของโครงการ MKUltra สู่สาธารณชน ความจริงเรื่องการลอบวางยา LSD จึงถูกกระชากออกมา
- การยอมรับผิดของรัฐบาล
ประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) ต้องเชิญภรรยาและลูก ๆ ของ ดร. โอลสัน เข้าพบที่ทำเนียบขาวเพื่อกล่าวคำขอโทษในนามรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวจำนวน 750,000 ดอลลาร์ - คำชี้แจงที่ยังค้างคาใจ
แม้รัฐบาลจะยอมรับเรื่องการแอบวางยา LSD แต่ยังคงยืนยันบทสรุปเดิมว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากการกระโดดตึกฆ่าตัวตายอันเป็นผลข้างเคียงจากอาการทางจิตที่เกิดจากสารเสพติด
การขุดศพชันสูตรซ้ำ ค.ศ. 1994: บาดแผลที่ฟ้องว่าเป็นการฆาตกรรม
เอริก โอลสัน (Eric Olson) บุตรชายคนโต ไม่เคยปักใจเชื่อเรื่องการฆ่าตัวตาย ในปี ค.ศ. 1994 เขาตัดสินใจขออนุญาตขุดศพบิดาขึ้นมาเพื่อให้นักนิติวิทยาศาสตร์ระดับโลก นำโดย ดร. เจมส์ สตารส์ (Dr. James Starrs) ทำการชันสูตรใหม่อย่างละเอียด
หลักฐานกะโหลกศีรษะแตกก่อนตกตึก
ผลการตรวจสภาพกระดูกพบว่า บริเวณหน้าผากเหนือดวงตาข้างซ้ายมีร่องรอยการแตกร้าวขนาดใหญ่ที่เกิดจาก “การถูกตีด้วยของแข็งไม่มีคมก่อนที่จะตกลงมาจากที่สูง” และไม่มีเศษกระจกบาดตามผิวหนังหรือใบหน้า ซึ่งผิดธรรมชาติของผู้ที่วิ่งพุ่งชนหน้าต่างกระจกอย่างสิ้นเชิง ดร. สตารส์ จึงสรุปว่ามีหลักฐานบ่งชี้อย่างมีนัยสำคัญว่า แฟรงก์ โอลสัน ถูกตีให้หมดสติหรือบาดเจ็บสาหัสในห้องพัก ก่อนที่จะถูกจับโยนลงมาจากหน้าต่างชั้น 10 เพื่อจัดฉากให้ดูเหมือนเป็นการฆ่าตัวตาย
แรงจูงใจสำคัญที่นำไปสู่การสังหารสันนิษฐานว่า เกิดจากการที่โอลสันถือครองความลับอันตรายเกี่ยวกับอาวุธเคมีและชีวภาพในสงครามเกาหลีไว้มากเกินไป และท่าทีที่ต้องการลาออกบวกกับสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงหลังได้รับยา LSD ทำให้หน่วยงานมองว่าเขาเป็น “ภัยคุกคามด้านความมั่นคง” (Security Risk) ที่ไม่อาจปล่อยให้มีชีวิตอยู่ภายนอกการควบคุมได้อีกต่อไป
คดีของ ดร. แฟรงก์ โอลสัน จึงไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมของครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความน่าสะพรึงกลัวของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากขอบเขตทางศีลธรรม และเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงราคาอันประเมินค่าไม่ได้ที่มนุษย์ต้องจ่ายให้กับความมืดมิดของสงครามเย็น